บ้านอุดรธานี - โครงการโฮมออฟฟิศ
ขนาด 4 ชั้นครึ่ง ใจกลางย่านธุรกิจ
ทำเลดีที่สุดของเมืองอุดรธานี

ดูความคืบหน้าโครงการ (จองด่วนขายเกือบหมดแล้ว !!!)
สถานที่ใกล้เคียง
บ้านอุดรธานี โครงการโฮมออฟฟิศ
อยู่ห่างจากโครงการ ประมาณ 1.3 กม.
ยังไม่สามารถหาหลักฐานในระยะก่อตั้งเริ่มแรกที่เป็นข้อมูลสรุปอย่างชัดเจน
ได้
เพียงแต่อาศัยการบอกเล่าของกลุ่มพ่อค้าชาวจีนรุ่นเก่าที่เล่าสืบมาว่า
ประมาณปี พ.ศ. 2488 กลุ่มพ่อค้าชาวจีนในจังหวัดอุดรธานี
ได้อัญเชิญผงธูปที่เรียกกันว่า “ ผงมงคล ” หรือ “ ผงอิทธิเจ ”
แห่งองค์เทพเจ้าปู่จากใต้ร่มไม้ใหญ่ทางทิศตะวันตกของจังหวัดอุดรธานี อันได้แก่เส้นทางที่มุ่งไปสู่อำเภอหนองบัวลำภู
(ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของจังหวัดหนองบัวลำภู)
ซึ่งมีสถานภูมิประเทศที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยขุนเขา หนองน้ำ
และต้นไม้ใหญ่นานาชนิด
เป็นลักษณะพื้นที่ที่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์สถิตอยู่
ตามตำราโหราศาสตร์จีน จึงได้อัญเชิญมาประทับที่ศาลไม้เล็กๆ
ใต้ต้นไม้ใหญ่ริมฝั่งหนองบัว ตำบลหนองบัว จังหวัดอุดรธานี
ใกล้สถานีรถไฟ ปัจจุบันคือบริเวณศาลเจ้าปู่ –ย่า
ที่มีความร่มรื่นอันเป็นสัญลักษณ์ของความสงบสุข บนเนื้อที่ประมาณ 9
ไร่ เบื้องหน้าศาลไม่มีสิ่งกีดขวางใดๆ
เป็นสัญลักษณ์ความเจริญรุ่งเรืองของชีวิตชาวเมืองอุดรธานี
ต่อมาหลังจากที่ได้มีการบูรณะสร้างศาลขึ้นมาใหม่ได้มีพ่อค้าชาวจีนที่ศรัทธา
ถวายรูปปั้น องค์เจ้าปู่–เจ้าย่า
ให้ถือได้ว่าศาลเจ้าแห่งนี้เป็นศาลเจ้าเพียงแห่งเดียวที่มีทั้งเจ้าปู่–เจ้า
ย่า สถิตอยู่ด้วยกัน ภายหลังได้มีการบูรณะรูปปั้น
องค์เจ้าปู่–เจ้าย่า
ให้มีความสวยงามยิ่งขึ้นเป็นที่ชื่นชมศรัทธาแก่ผู้ที่ได้มาเคารพสักการะ
องค์เจ้าปู่–เจ้าย่า ในปี พ.ศ. 2489-2493 ด้วยบารมีของ
องค์เจ้าปู่–เจ้าย่า
และพลังศรัทธาที่หล่อหลอมจนเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
กลุ่มพ่อค้าชาวเมืองอุดรธานีเชื้อสายจีนจึงได้เริ่มก่อตั้งคณะกรรมการศาล
เจ้าปู่–ย่า ขึ้นเพื่อเข้ามาดำเนินงานกิจกรรมของศาลเจ้า
และยังได้มีการพัฒนาปรับปรุงบริเวณศาลเจ้าปู่–ย่า ให้มีความสวยงาม
ซึ่งในปัจจุบันสภาพพื้นที่ในบริเวณศาลเจ้าปู่–ย่า
ก็ได้รับการบูรณะปรับปรุงจากคณะกรรมการทุกรุ่นอย่างต่อเนื่องตลอดมา
ทำให้ศาลเจ้าปู่–ย่า มีทัศนียภาพที่สวยงาม
ประกอบด้วยตำหนักที่ประทับขององค์เจ้าปู่–เจ้าย่า
สะพานเก้าเลี้ยวที่ตกแต่งอย่างสวยงามตามสถาปัตยกรรมจีน เสามังกรฟ้า
(ทีกงเต็ง) ที่มีความงดงามวิจิตรบรรจง โหลยตึ้ง (ศาลอเนกประสงค์)
ที่โอ่โถง ตลอดจนบัวในหนองบัว
ที่ได้รับการดูแลเป็นอย่างดีซึ่งเกิดจากพลังศร้ทธา
ของผู้ที่เคารพเลื่อมใสที่มีต่อ องค์เจ้าปู่–เจ้าย่า
ที่ได้ร่วมบริจาคสนับสนุนการดำเนินงานของคณะกรรมการทุกๆรุ่นเสมอมา
อยู่ห่างจากโครงการ ประมาณ 0.5 กม.
พลตรีพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคมทรงเริ่มการศึกษาวิชาอักขระสมัย วิชาอักษรไทย และบาลี กับพระองค์เจ้ากฤษณาหม่อมเจ้าหญิงจอ และพระยาปริยัติธรรมธาดา (เปี่ยม) และทรงศึกษาภาษาต่างประเทศกับ นางเลียวโนเว็น และ นายแป็ตเตอสัน จนเชี่ยวชาญสามารถตรัส และเขียนภาษาอังกฤษได้ดี พุทธศักราช 2411 ทรงผนวชเป็นสามเณรที่วัดพระศรีรัตนศาสดารามและเสด็จไปประทับ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร พุทธศักราช 2418 ทรงผนวชที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม และประทับที่วัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม และได้ศึกษาพระธรรมวินัยกับสมเด็จพระสังฆราช (สา) ทรงผนวชอยู่ 1 พรรษา ส่วนการศึกษาวิชาสามัญ พระองค์ทรงศึกษาวิชากฎหมายจากขุนหลวงไกรศรี(หนู) แล้วเข้ารับราชการเป็นนักเรียนศาลฎีกาในสมัยพระบรมวงศ์เธอกรมเทเวศน์ วัชรินทร์ เป็นอธิบดีศาลฎีกา
พลตรี พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม
ทรงเป็นพระเจ้าลูกเธอองค์ที่ 25 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
เป็นที่ 1 ในเจ้าจอมมารดาสังวาลย์ ธิดานายศัลยวิชัย ( ทองคำ ณ
ราชสีมา ) ประสูติในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันเสาร์ เดือน 5 ขึ้น 1
ค่ำ ปีมะโรง จุลศักราช 1218 ตรงกับวันที่ 5 เมษายน 2399
เมื่อสมโภชเดือนแล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระราชทานนามว่า พระเจ้าลูกยาเธอพระองค์เจ้าทองกองก้อนใหญ่
เพราะเมื่อประสูติมีผู้นำทองคำก้อนใหญ่ซึ่งขุดได้ที่ตำบลบาง สะพาน
ในเวลานั้นได้เข้ามาทูลเกล้าฯ ถวาย
ทรงถือว่าเป็นศุภนิมิตมงคลสำหรับพระเจ้าลูกเธอพระองค์นี้
เมื่อพระราชทานนามได้
ทรงพระราชนิพนธ์คาถาพระราชทานพระพรซึ่งมีคำเเปลดังนี้


